“ ลงทุน ” กับ “ เก็บเงิน ” นั้นมันต่างกันยังไง? แล้วสิ่งที่ควรทำก่อนในการบริหารจัดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพคืออะไร?
หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำแนะนำที่ว่า “อย่าเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคาร” หรือ “จัดสรรเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
การเก็บเงินและการจัดสรรเงินมีความสำคัญในชีวิตทางการเงิน แต่จะทำทั้งสองอย่างนี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ต้องมีการวางแผนและการจัดการอย่างรอบคอบ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการเก็บเงินและการจัดสรรเงิน
พร้อมแนะนำว่าควรทำอะไรเป็นขั้นตอนแรกเพื่อให้คุณสามารถบริหารการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
เก็บเงิน คืออะไร? ทำไมต้องเก็บเงิน?
การเก็บเงินหมายถึงการสะสมเงินโดยไม่ใช้จ่ายไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น โดยมักจะเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารหรือที่ปลอดภัยซึ่งสามารถเข้าถึงได้ง่าย
การเก็บเงินเป็นการจัดการทางการเงินพื้นฐานที่ทุกคนควรมีเป็นพื้นฐานเพื่อความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่คุณยังไม่มั่นใจในอนาคต
หรือในช่วงที่ไม่สามารถคาดการณ์สถานการณ์ได้ เช่น เมื่อคุณเริ่มต้นทำงาน มีครอบครัว หรือกำลังสร้างฐานะทางการเงิน
ข้อดีของการเก็บเงิน
- ความมั่นคงทางการเงิน: การเก็บเงินช่วยให้คุณมีความมั่นคงในชีวิต เช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างอุบัติเหตุ หรือการสูญเสียงาน ก็สามารถใช้เงินเก็บในการดำรงชีวิตได้
- สามารถเข้าถึงได้ง่าย: เงินที่เก็บไว้ในบัญชีธนาคารหรือตู้เซฟ สามารถนำมาใช้ได้ทันทีเมื่อมีความจำเป็น
- สร้างนิสัยทางการเงินที่ดี: การเก็บเงินเป็นการฝึกฝนให้คุณคิดก่อนใช้จ่าย ทำให้เกิดการบริหารจัดการเงินอย่างมีระเบียบ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเก็บเงินจะเป็นการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยในระยะสั้น แต่หากเก็บเงินไว้เฉยๆ โดยไม่มีการเพิ่มมูลค่า มูลค่าของเงินนั้นจะลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในระยะยาว
ลงทุนคืออะไร?
การจัดสรรเงินหมายถึงการใช้เงินไปในสิ่งที่สามารถสร้างผลตอบแทนในอนาคต เช่น การซื้อหุ้น กองทุน หรืออสังหาริมทรัพย์ โดยหวังว่าจะได้รับผลกำไรกลับมาในระยะยาว
มักจะเป็นการเสี่ยงเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในบัญชีออมทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์การเงินแบบอื่น ๆ
ข้อดีของการจัดสรรเงิน
- เพิ่มมูลค่าเงินในระยะยาว: การจัดสรรเงินในสินทรัพย์ที่ดีจะทำให้เงินของคุณเติบโตขึ้น เช่น การจัดสรรเงินในหุ้นหรือกองทุนที่มีการเติบโตสูงในระยะยาว
- เอาชนะอัตราเงินเฟ้อ: เงินที่เก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์อาจไม่สามารถเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้ แต่การจัดสรรเงินสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าเงินและทำให้สามารถซื้อสิ่งของในอนาคตได้มากขึ้น
- การสร้างรายได้หลายทาง: การจัดสรรเงินที่มีผลตอบแทนดี เช่น หุ้นปันผล หรือการจัดสรรเงินในธุรกิจ อาจทำให้คุณมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการจัดสรรเงินในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การจัดสรรเงินมีความเสี่ยง เนื่องจากผลตอบแทนไม่แน่นอน และมีโอกาสที่จะขาดทุนได้เช่นกัน ดังนั้นการจัดสรรเงินต้องใช้ความระมัดระวังและการศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วน
ความแตกต่างระหว่างการเก็บเงินและการจัดสรรเงิน
การเก็บเงินและการจัดสรรเงินมีจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน และมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันดังนี้:
1. ความเสี่ยง: การเก็บเงินมีความเสี่ยงต่ำ เพราะคุณไม่ต้องกังวลเรื่องขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของตลาด แต่การจัดสรรเงินมีความเสี่ยงสูงกว่าตามประเภทการจัดสรรเงิน เช่น หุ้น กองทุน หรืออสังหาริมทรัพย์
2. ผลตอบแทน: การเก็บเงินในบัญชีธนาคารจะให้ผลตอบแทนต่ำ หรือแทบไม่มีผลตอบแทนเลย (ยกเว้นดอกเบี้ยจากบัญชีออมทรัพย์) แต่การจัดสรรเงินสามารถให้ผลตอบแทนสูงขึ้นในระยะยาว
3. การเข้าถึงเงิน: เงินที่เก็บไว้ในบัญชีธนาคารสามารถใช้ได้ทันทีเมื่อจำเป็น แต่การจัดสรรเงินบางประเภทอาจจะต้องใช้เวลาในการถอนเงินออก หรืออาจต้องรอผลกำไรจากการจัดสรรเงิน
4. วัตถุประสงค์: การเก็บเงินเหมาะสำหรับการมีเงินสำรองในกรณีฉุกเฉินหรือเป้าหมายระยะสั้น เช่น การซื้อของที่จำเป็น การจ่ายค่ารักษาพยาบาล หรือการเดินทางท่องเที่ยว
การจัดสรรเงินเหมาะกับการเตรียมพร้อมเพื่อเป้าหมายระยะยาว เช่น การเก็บเงินเพื่อการเกษียณหรือการสร้างมูลค่าทรัพย์สินในอนาคต
ควรทำอะไรก่อน? เก็บเงิน หรือ ลงทุน
เมื่อมองเห็นความแตกต่างระหว่างการเก็บเงินและการจัดสรรเงิน หลายคนอาจจะสงสัยว่า “ควรทำอะไรก่อน?” ซึ่งคำตอบนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเงินส่วนบุคคลของแต่ละคน
แต่โดยทั่วไปแล้ว การเก็บเงิน ควรเป็นสิ่งที่คุณทำก่อน “การจัดสรรเงิน” ในบางกรณี เนื่องจากการมีเงินสำรองเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
1. เลือกการ ลงทุน ที่เหมาะสม
เมื่อคุณมีเงินสำรองและชำระหนี้สินแล้ว การจัดสรรเงินเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเงินของคุณได้มากขึ้น
เริ่มต้นจากการศึกษาประเภทการจัดสรรเงินที่เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินของคุณ และเลือกจัดสรรเงินในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงที่คุณสามารถรับได้
2. สร้างเงินสำรองก่อน
ก่อนที่คุณจะเริ่มจัดสรรเงิน ควรมี เงินสำรอง สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินเสียก่อน โดยปกติแล้วการมีเงินสำรองควรมีอย่างน้อย 3-6 เดือน ของค่าใช้จ่ายประจำเดือน
เพื่อให้คุณสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วย หรือการตกงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินที่จัดสรรเงิน
3. ชำระหนี้สินก่อน
ก่อนที่คุณจะเริ่มจัดสรรเงิน ควรจะชำระหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล เพราะดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจะทำให้คุณเสียเงินมากกว่าผลตอบแทนจากการจัดสรรเงิน
การเก็บเงินและการจัดสรรเงินเป็นสองเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญ แต่ทั้งสองอย่างนั้นมีความแตกต่างในเรื่องของวัตถุประสงค์และผลตอบแทน
โดยการเก็บเงินช่วยให้คุณมีความมั่นคงและปลอดภัยในระยะสั้น แต่การจัดสรรเงินจะช่วยเพิ่มมูลค่าเงินในระยะยาวเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่สูงขึ้น
โดยทั่วไปแล้ว ควรเริ่มจากการ เก็บเงิน ให้เพียงพอสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินและชำระหนี้สินก่อน จากนั้นค่อยเริ่มการ ลงทุน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตและสร้างรายได้เพิ่มเติมในระยะยาว
การมีทั้งการเก็บเงินและการจัดสรรเงินอย่างสมดุล จะช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงในอนาคต


